"เพลงในร้านกาแฟ" คอลัมน์แรกในชีวิตที่ได้รับมอบหมาย กระต่ายตัวน้อยแสนจะดีใจที่มีคนมองเห็นความสามารถ และให้โอกาส ความสามารถแม้ตอนนี้จะมีเพียงน้อยนิด วันข้างหน้าต้องดีกว่าวันนี้แน่นอน คนเราใครเล่าที่อยากจะหยุดอยู่กับที่ วันหนึ่งความฝันของเราต้องเป็นจริงแน่นอน กลับมาที่เรื่องคอลัมน์ของเราดีกว่า เพลงในร้านกาแฟ เพลงอะไรก็ได้ที่เรา อยากฟังเมื่อยามเราเข้าไปนั่งในร้านกาแฟ เหมือนเป็นเรื่องตลกที่ให้คนไม่กินกาแฟ เขียนเรื่องกาแฟ ความสามารถเดียวที่เรามีคือเรื่องเพลงและดนตรี พี่เขาให้เราเขียนเพียงเพราะเราชอบฟังเพลงเล่นดนตรี 10 เพลงเท่านั้น 10เพลงอะไรก็ได้ แนวไหนก็ได้ ที่เราอยากฟัง ฮ่า ฮ่า อยากหัวเราะให้ก้องโลก แต่เราว่าเอาแค่ก้องร้านกาแฟที่เราจะไปนั่งดีกว่า(สงสารร้านกาแฟที่เราจะไปนั่งจังว่ามั้ย)โดยเพลงพื้นฐานที่เราฟังส่วนมากเป็น เพลงร็อค ท่านผู้อ่านนึกออกไหม นั่งอยู่ในร้านกาแฟบรรยากาศชิว ชิว ในหูฟังเพลงร็อคสนั่นไหวหวั่น หรือไม่ก็เพลงฮิปฮอปจังหวะโยกๆ เอาเพลงแบบนั้นมาเขียนพี่ที่มอบหมายงานนี้ให้ คงเอาเท้าก่ายหน้าผาก(คิดในใจว่ากูคิดผิดหรือถูกว่ะนี้ที่เอามันมาเขียนให้) ฮ่า ฮ่า
เราจึงต้องเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจ ที่ซ่อนความอ่อนไหวที่เรามีอยู่ ในฐานะมนุษย์ปถุชนทั่วไปที่มีทั้งความรัก ความเจ็บปวด บางครั้งเราก็ต้องซ่อนมันใว้ในส่วนลึกของจิตใจ กลัวว่าใครจะเห็นแล้วเอามันมาเป็นเครื่องมือในการทำร้ายเรา เห็นว่ามันเป็นจุดอ่อนของเรา วัน
นี้เราขอเอาหัวใจเราออกมาตีแผ่ให้ท่านผู้อ่านได้เห็น มันคงถึงเวลาที่เราจะมีที่จะเก็บความทรงจำ เก็บความเจ็บปวด เราอยากยักย้ายถ่ายเทความเจ็บปวดจากร่างกายและจิตใจเราบ้าง เพื่อเริ่มต้นเก็บความรู้สึกใหม่ๆ สุขใหม่ๆ ทุกข์ใหม่ๆ มาเรามาเริ่มเดินทางกลับเข้าไปในอตีดของเราผ่านบทเพลงที่ซ่อนอยู่ในจิตใจเรา พร้อมกับชาเขียวแห่งการชำระล้างพิษ (เราไม่กินกาแฟขอเปลี่ยนเป็นชาเขียวแทน^^)หนึ่งความรู้สึกผ่านหนึ่งบทเพลง
"แค่นั้น" พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ เพลงที่เป็นตัวแทนของการรักเขาข้างเดียว แบบไม่ปิดบัง เพราะเป็นคนเปิดเผย^^จริงๆน่าจะมีร้านกาแฟที่เปิดขึ้นเพื่อคอเพลงเพื่อชีวิตบ้างน่ะ
ทียังมีร้านเหล้า ร้านอาหารที่เปิดเพลงเพื่อชีวิตเอาใจคอเพลงเพื่อชีวิต แล้วมันจะผิดตรงไหนที่คอกาแฟจะเป็นคอเพลงเพื่อชีวิตบ้าง ท่านผู้อ่านลองหลับตาลง เปิดเพลง "แค่นั้น" จิบ
กาแฟแล้วมีพี่ปูมาเล่นเพลง "แค่นั้น"ในเวอร์ชั่นอคูสติกให้เราฟังสิ ...บางคราวก็อยากจะฝัน บางทีก็อยากจะรู้ ใครมีความหมายในใจของเธอ...
ใจหนอช่างโหดร้าย มองฉันอย่างเมินเฉย ใครหนอใครเล่าเอยจะอดทน
ก็เป็นได้แค่คนคนหนึ่ง ที่รักเธออย่างเปิดเผย ไม่เคยได้รักลับคืน
ก็เธอนั้นแค่คนคนหนึ่ง จะรักไม่รักช่างเธอ ให้ฉันงมงายต่อไป
แค่ได้รักได้คิดได้ชอบ สุขแบบทุกข์ทุกข์อย่างนี้ก็พอ...
เป็นไงจิบกาแฟไปนำ้ตาคลอๆไปรำลึกถึงความหลังเมื่อครั้งยังที่รักเขาข้างเดียว เราเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ต้องมีสักครั้งล่ะที่รักไม่สมหวัง แต่มันอยู่ที่ว่าอารมณ์แบบนั้นมันจะอยู่กับใครนานขนาดไหน แต่สำหรับเรามันอยู่มานาน นานจนทุกวันนี้ "รักแบบเปิดเผย แต่ไม่เคยได้รักกลับคืน..."^^
วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
a walk to remember: นักเขียนฝึกหัดออกเดินทางบินเดี่ยว ตอนที่ 1 นิมมานจ...
a walk to remember: นักเขียนฝึกหัดออกเดินทางบินเดี่ยว ตอนที่ 1 นิมมานจ...: " การเดินทางคนเดียว ไกลที่สุดคนเดียว ครั้งแรกของของกระต่ายน้อยที่ตัวไม่น้อยตามชื่อ 'นิมมาน' ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา ก็ไม่..."
วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
นักเขียนฝึกหัดออกเดินทางบินเดี่ยว ตอนที่ 1 นิมมานจ๋ารอหน่อย
การเดินทางคนเดียว ไกลที่สุดคนเดียว ครั้งแรกของของกระต่ายน้อยที่ตัวไม่น้อยตามชื่อ
"นิมมาน" ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา ก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าเป็นชื่อถนนเส้นหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
จุดประสงค์ในการเดินทางของกระต่ายน้อย คือเก็บข้อมูลมาเขียนหนังสือ จุดมุ่งหมายอยู่ที่ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ บนถนนเส้นนิมานทั้งหมด
มีเวลา 3 วัน 2 คืน ต้องเก็บร้านกาแฟทั้งหมดให้ได้ นั้นคือเป้าหมาย ทำอย่างไรดีล่ะ กระต่ายน้อยตัวนี้ไม่กินกาแฟ กินแต่ชาเขียว ฮ่าฮ่าฮ่า จะกลายเป็นหนอนชาเขียวก็ตอนนี้ล่ะ
นักเขียนฝึกหัดนามกระต่ายน้อยจะเริ่มเดินทาง คืนวันพฤหัสที่ 21 กรกฎาคม 2524 ถึงเชียงใหม่ก็คงเช้าพอดี ถึงที่นั้น
ขั้นแรกต้องหาอะไรมารองท้องก่อน ที่สำคัญต้องไม่แพง งบน้อยเหลือเกิน^^!ที่เหลือจากนี้ก็ปล่อยไปตามสายลม กับสองเท้าที่ก้าว
เดิน...."นิมมาน"
กระต่ายน้อย
"นิมมาน" ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา ก็ไม่ทราบเหมือนกัน รู้แต่ว่าเป็นชื่อถนนเส้นหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่
จุดประสงค์ในการเดินทางของกระต่ายน้อย คือเก็บข้อมูลมาเขียนหนังสือ จุดมุ่งหมายอยู่ที่ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ บนถนนเส้นนิมานทั้งหมด
มีเวลา 3 วัน 2 คืน ต้องเก็บร้านกาแฟทั้งหมดให้ได้ นั้นคือเป้าหมาย ทำอย่างไรดีล่ะ กระต่ายน้อยตัวนี้ไม่กินกาแฟ กินแต่ชาเขียว ฮ่าฮ่าฮ่า จะกลายเป็นหนอนชาเขียวก็ตอนนี้ล่ะ
นักเขียนฝึกหัดนามกระต่ายน้อยจะเริ่มเดินทาง คืนวันพฤหัสที่ 21 กรกฎาคม 2524 ถึงเชียงใหม่ก็คงเช้าพอดี ถึงที่นั้น
ขั้นแรกต้องหาอะไรมารองท้องก่อน ที่สำคัญต้องไม่แพง งบน้อยเหลือเกิน^^!ที่เหลือจากนี้ก็ปล่อยไปตามสายลม กับสองเท้าที่ก้าว
เดิน...."นิมมาน"
กระต่ายน้อย
วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554
คิดถึง
คิดถึง คำๆนี้มีแฝงด้วยความสุขและทุกข์ มันอยู่ที่คนๆนั้นอยู่ในสถานการณ์ไหน
เหมือนตอนนี้ที่ฉันกำลังคิดถึงใครคนหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก ก่อนนอนก็คิดถึงแต่ "เขา" ตื่นขึ้นมาก็คิดถึงแต่ "เขา"เรียกว่าทุกลมหายใจใช่ไหมแบบนี้ คิดถึงจนแทบบ้า นั่ง นอน เดิน กินข้าว เข้าห้องนำ้ ก็คิดถึง "เขา"ดีน่ะในฝันไม่มีเขาเพราะหลับสนิททุกคืน แต่ถ้าสดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกก็จะคิดถึง "เขา" เป็นอันดับแรก เป็นแบบนี้มา 2 ปีกว่าๆแล้ว ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกในรอบสิบปีก็ว่าได้ ตอนที่กำลังเขียนบันทึกนี้อยู่เชื่อไหมว่าหัวใจมีกระตุก หวิวๆ ใจสั่น นี้ขนาดแค่คิดย้อนกลับไปแค่นั้นน่ะยังขนาดนี้ ที่เขียนถึง "เขา" ได้เพราะตอนนี้หัวใจดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมามีทั้งความสุขอาจจะแค่ไม่กี่เดือนที่เจอกันนอกนั้นคือเวลาที่ทุกข์ทรมาน
เรา(ขอแทนตัวเองว่าเรานะ) เราในตอนนั้นตื่นเต้นมากที่จะได้เจอ "เขา"
โดยก่อนหน้านั้นที่สามารถติดต่อกันกับ"เขา"ได้เพราะแฟนเก่าของเราโทรมาหาเรา ซึ่งก็เป็นประจำทุกปีที่วันเกิดเราแฟนเก่าจะโทรมาอวยพรวันเกิดเรา แล้วก็คุยกันไปเรื่อยสัพเพเหระ แล้วก็คุยถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่ติดคุกไปว่าตอนนี้เขาออกจากคุกมาแล้ว เพื่อนเก่าของเราที่ติดคุกไปน้ั้นเป็นเพื่อนที่สนิทมากสมัยที่เราเรียนอยู่มอต้น สนิทมากกว่าแฟนเก่าเราอีก ทั้งที่เรารู้จักกับเพื่อนสนิทคนนี้ก็เพราะแฟนเก่าอาจเป็นเพราะตอนนั้นเพื่อนเก่าเราคนนี้เป็นคนที่อัธยาศัยดีคุยสนุกแล้วก็ตามใจเรามากแต่ก็เป็นไปในทางที่เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นเราเริ่มเกเรียนมากขึ้นตั้งแต่คบกับเแฟนคนนี้ โดดเรียนบ่อยขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในภาวะที่เราควบคุมได้ เราน่ะไม่เป็นไรแต่แฟนเก่าเราน่ะสิเขาโดนรีไทร์ออก แต่ตอนนั้นก็เลิกกับเขาไปแล้วล่ะ สมัยที่เราเรียนมีอาจารย์แนะแนวที่หัวสมัยใหม่มากท่านแนะว่าเกิดเป็นผู้หญิงเราต้องเลือกได้ คนไหนไม่ดีเราก็เลิก ตอนนั้นเราปฎิบัติตามคำสอนของอาจารย์ท่านอย่างเคร่งครัดแบบว่าสวยเลือกได้ด้วยตอนนั้น และแล้วเราก็จบมอต้นแล้วไปเข้าเรียนที่สถาบันเดียวกับเพื่อนสนิทเรา อ้อลืมบอกเพื่อนสนิทเราอายุมากกว่าเราสองปีพอเราเข้าไปเรียนเขาก็อยู่ปีสาม ส่วนเราเรียนปีหนึ่งที่เราเรียนเป็นวิทยาลัยช่างจึงต้องเรียกว่าปี เราปวชปีหนึ่ง สถาปัตยกรรม เพื่อนเราเรียนช่างกล ก็ยังได้เจอกันบ้างในวิทยาลัย เวลาก็ได้ผ่านไปจนเพื่อนเราคนนี้จบการศึกษาไป
แล้วโลกของเราก็เปลี่ยนไปอีกครั้งที่เรามีแฟน ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีแฟนแต่ก็มีอีกจนได้ เพื่อนสนิทเราก็ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา เจอกันบ้างที่ขี่รถสวนกัน เจอกันตามเทศกาล แล้วก็ห่างกันไกลขึ้นอีกเมื่อเราเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ ตอนนั้นเรากลับเพื่อนก็ขาดการติดต่อกันไปเลย จนประมาณเราเรียนอยู่ มหาลัยปีสองก็มีเพื่อนของเพื่อนย้ายเข้ามาอยู่บ้านของเพื่อนเรา วันนั้นเราก็นัดกันไปนอนที่บ้านเพื่อนที่พวกมันร่วมกันเช่าอยู่(พวกเพื่อนเราที่ว่าเป็นผู้ชายทั้งหมดเพราะเราเรียนสถาปัตย์แล้วก็เข้ามาเรียนในกรุงเทพกันประมาณห้าหกคนไม่รวมเราที่เป็นผู้หญิง มีสี่คนที่เช่าบ้านอยู่รวมกันกับเพื่อนที่ไม่ได้เรียนสถาปัตย์แต่เป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน เพื่อนของเพื่อนที่ว่าก็เป็นเพื่อนของคนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน) เราก็คุ้นหน้าเพื่อนของเพื่อนมาก ที่แท้เขาก็เคยเป็นเพื่อนของเพื่อนสนิทเรานั้นเองเคยเจอกันบ้างตอนที่ไปเที่ยวกับเพื่อนเราแต่ก็ไม่สนิท เราก็ได้เบอร์ติดต่อกับเพื่อนสนิทเรามา แล้วเราก็ติดต่อกับเพื่อนเก่าเราได้อีก และก็เป็นอีกครั้งที่แฟนเก่าเรากลับมาติดต่อกับเราอีกครั้ง อย่าพึ่งสงสัยว่าทำไมเราต้องพูดถึงแฟนเก่าคนนี้มากนัก บอกได้เลยว่าความทุกข์ทรมานก็มีสาเหตุมาจากแฟนเก่าของเราเหมือนกัน ต่อต่อ พอเราติดต่อกับแฟนเก่าได้ก็เท่ากับได้ติดต่อกับ "เขา"คนนั้นอีกเช่นกันแต่ตอนนั้นเราก็ยังมีแฟนอยู่เป็นคนเดิมที่เราคบมาสมัยปวช.(ไม่ขอกล่าวถึงบุคคลนั้นมากน่ะเพราะว่าจบกันไม่สวยฮ่าฮ่าฮ่า)
เรากับ"เขา"ก็ได้คุยกันบ้าง แต่ก็ไม่มากนักเพราะต่างคนต่างมีแฟน แต่ส่วนมากแฟนเก่าเราผูดขาดการคุยกับเรา แต่รู้มั้ยจริงๆแล้วเราแค่ต้องการฟังเสียงของ"เขา"ที่แซวเขามาในโทรศัพท์เท่านั้นเอง เราก็จะยิ้มมีความสุขกับเสียงที่ได้ยินเหมือนคนบ้าเลยว่าไหม คนบ้าอะไรที่ยอมคุยกับแฟนเก่าตั้งนานสองนานเพื่อที่จะได้ยินเสียงของเพื่อนเขาที่ดังแทรกเข้ามา ยิ่งนานยิ่งดีเพราะเขาจะแซวเขามาให้ได้ยินบ่อยครั้งมากขึ้น รู้สึกไหมว่ามันเหมือนความสัมพันธ์มันพันกันจนยุ่งเหยิง
ไม่นานจากนั้นข่าวร้ายก็มาเยือนเพื่อนเก่าต้องติดคุกเพราะคดีเก่าที่เขาทำไว้สมัยเรียนปวช.ด้วยความว่าที่เพื่อนเราตอนนั้นอายุยังไม่ถึงต้องรอลงอาญา เมื่อยังไม่หมดอายุความก็ไปก่อเรื่องขึ้นมาอีกจนได้ ทำให้คราวนี้ต้องติดคุกเพราะอายุถึงแล้ว คราวนี้ก็หายไปอีกหนึ่งทางที่เราจะได้ติดต่อกับเขา แต่ก็ยังดีที่มีแฟนเก่าเราอยู่ มันก็เหมือนกับฟ้าแกล้ง เพราะแฟนเก่าเราก็ทะเลาะกับ"เขา"คนนั้นของเราจนเลิกคบกัน หมดกันล่ะทีนี่แล้วใครล่ะที่จะเป็นคนที่ทำให้เราได้ยินเสียงเขา พอหมดเพื่อนเราก็ต้องเป็นคนที่ติดต่อกับเขาเอง บอกตรงๆทุกครั้งที่เราโทรไปหาเขา ในหูโทรศัพท์ที่ดัง ตุ๊ด..ตุ๊ด..เสียงใจของเราดังแรงยิ่งกว่า ตึกตัก ตึกตัก บางครั้งเราได้ยินมันดังรวมกัน ตรึก ตรึก อาจเป็นเพราะความเร็วของมันที่อาจจะเร็วกว่าแสง และเสียงก็ได้เลยทำให้เสียงมันดังออกมาเป็นแบบนั้น ถ้ามีใครเห็นเราในสภาพนั้นคงไม่มีใครคิดว่าเราโทรไปหาคนที่เราชอบหรอก ประมาณว่าอีเป็นไรมากหรือเปล่ากับอีกแค่การโทรไปหาคนที่เราชอบ ให้เราโดดหอสูงยังไม่กลัวเท่านี้เลย พอ"เขา"รับสาย "เราขับรถอยู่" จบกัน พระเจ้า เสียงที่ดังอยู่ตอนนั้นมันกลายเป็นเสียงตุ๊ด.........ที่ลากยาวเหมือนเสียงหัวใจที่หยุดเต้น เราทำอะไรไม่ถูกเลยอารมณ์ตอนนั้นเราบรรยายไม่ถูกเลยฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้า มันกลายเป็นสีเทาในทันทีทันใด ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่โทรไปหา"เขา"อีกเลย ก็ได้แต่คิดในใจว่า"ใช่สิก็เขามันหล่อเลือกได้นี่" เฮ้้อ! กลับมาสู่โลกความจริงอีกครั้ง กลับมาใช้ชีวิตกับปัจจุบันของเราเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่่ไม่มี "เขา"
จนมาถึงวันที่กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง มันเป็นเทศกาลสงกรานต์เรานัดเจอกันที่รีสอร์แห่งหนึ่ง ที่จังหวัดบ้านเกิดของพวกเรา ซึ่งเรากับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง (ขอเรียกเพื่อนคนนี้ว่า เธอ) เรากับเธอเปิดเป็นห้องพักสำหรับคืนนั้น เพราะว่าบ้านของพวกเราทั้งสองคนอยู่ต่างอำเภอไกลจากตัวเมืองมากเอาการอยู่ ตอนนั้นมีเราและเธอ กับเพื่อนสนิทของเราอีคนหนึ่งไปนั่งดื่ม กิน กันก่อนที่จะไปต่อกันในเมือง เพื่อนสนิทของเราคนนี้ก็เป็นผู้ชายอีกเช่นเคย เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเราตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เป็นธรรมดาที่เพื่อนผู้ชายจะต้องคอยบริการสาว เพื่อนเราคนนี้ก็ดีดูแลทุกอย่างให้กับเราจองที่พักไปไหน ไปรับ ไปส่ง กินอะไรเที่ยวที่ไหน มันเป็นคนดูแลทุกอย่าง ขออธิบายถึงรูปร่างหน้าต่างของแต่ละคนกันหน่อยเพื่อที่จะได้เห็นภาพและจินตนาการตามได้ถูก
เหมือนตอนนี้ที่ฉันกำลังคิดถึงใครคนหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก ก่อนนอนก็คิดถึงแต่ "เขา" ตื่นขึ้นมาก็คิดถึงแต่ "เขา"เรียกว่าทุกลมหายใจใช่ไหมแบบนี้ คิดถึงจนแทบบ้า นั่ง นอน เดิน กินข้าว เข้าห้องนำ้ ก็คิดถึง "เขา"ดีน่ะในฝันไม่มีเขาเพราะหลับสนิททุกคืน แต่ถ้าสดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกก็จะคิดถึง "เขา" เป็นอันดับแรก เป็นแบบนี้มา 2 ปีกว่าๆแล้ว ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกในรอบสิบปีก็ว่าได้ ตอนที่กำลังเขียนบันทึกนี้อยู่เชื่อไหมว่าหัวใจมีกระตุก หวิวๆ ใจสั่น นี้ขนาดแค่คิดย้อนกลับไปแค่นั้นน่ะยังขนาดนี้ ที่เขียนถึง "เขา" ได้เพราะตอนนี้หัวใจดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมามีทั้งความสุขอาจจะแค่ไม่กี่เดือนที่เจอกันนอกนั้นคือเวลาที่ทุกข์ทรมาน
เรา(ขอแทนตัวเองว่าเรานะ) เราในตอนนั้นตื่นเต้นมากที่จะได้เจอ "เขา"
โดยก่อนหน้านั้นที่สามารถติดต่อกันกับ"เขา"ได้เพราะแฟนเก่าของเราโทรมาหาเรา ซึ่งก็เป็นประจำทุกปีที่วันเกิดเราแฟนเก่าจะโทรมาอวยพรวันเกิดเรา แล้วก็คุยกันไปเรื่อยสัพเพเหระ แล้วก็คุยถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่ติดคุกไปว่าตอนนี้เขาออกจากคุกมาแล้ว เพื่อนเก่าของเราที่ติดคุกไปน้ั้นเป็นเพื่อนที่สนิทมากสมัยที่เราเรียนอยู่มอต้น สนิทมากกว่าแฟนเก่าเราอีก ทั้งที่เรารู้จักกับเพื่อนสนิทคนนี้ก็เพราะแฟนเก่าอาจเป็นเพราะตอนนั้นเพื่อนเก่าเราคนนี้เป็นคนที่อัธยาศัยดีคุยสนุกแล้วก็ตามใจเรามากแต่ก็เป็นไปในทางที่เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นเราเริ่มเกเรียนมากขึ้นตั้งแต่คบกับเแฟนคนนี้ โดดเรียนบ่อยขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในภาวะที่เราควบคุมได้ เราน่ะไม่เป็นไรแต่แฟนเก่าเราน่ะสิเขาโดนรีไทร์ออก แต่ตอนนั้นก็เลิกกับเขาไปแล้วล่ะ สมัยที่เราเรียนมีอาจารย์แนะแนวที่หัวสมัยใหม่มากท่านแนะว่าเกิดเป็นผู้หญิงเราต้องเลือกได้ คนไหนไม่ดีเราก็เลิก ตอนนั้นเราปฎิบัติตามคำสอนของอาจารย์ท่านอย่างเคร่งครัดแบบว่าสวยเลือกได้ด้วยตอนนั้น และแล้วเราก็จบมอต้นแล้วไปเข้าเรียนที่สถาบันเดียวกับเพื่อนสนิทเรา อ้อลืมบอกเพื่อนสนิทเราอายุมากกว่าเราสองปีพอเราเข้าไปเรียนเขาก็อยู่ปีสาม ส่วนเราเรียนปีหนึ่งที่เราเรียนเป็นวิทยาลัยช่างจึงต้องเรียกว่าปี เราปวชปีหนึ่ง สถาปัตยกรรม เพื่อนเราเรียนช่างกล ก็ยังได้เจอกันบ้างในวิทยาลัย เวลาก็ได้ผ่านไปจนเพื่อนเราคนนี้จบการศึกษาไป
แล้วโลกของเราก็เปลี่ยนไปอีกครั้งที่เรามีแฟน ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีแฟนแต่ก็มีอีกจนได้ เพื่อนสนิทเราก็ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา เจอกันบ้างที่ขี่รถสวนกัน เจอกันตามเทศกาล แล้วก็ห่างกันไกลขึ้นอีกเมื่อเราเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ ตอนนั้นเรากลับเพื่อนก็ขาดการติดต่อกันไปเลย จนประมาณเราเรียนอยู่ มหาลัยปีสองก็มีเพื่อนของเพื่อนย้ายเข้ามาอยู่บ้านของเพื่อนเรา วันนั้นเราก็นัดกันไปนอนที่บ้านเพื่อนที่พวกมันร่วมกันเช่าอยู่(พวกเพื่อนเราที่ว่าเป็นผู้ชายทั้งหมดเพราะเราเรียนสถาปัตย์แล้วก็เข้ามาเรียนในกรุงเทพกันประมาณห้าหกคนไม่รวมเราที่เป็นผู้หญิง มีสี่คนที่เช่าบ้านอยู่รวมกันกับเพื่อนที่ไม่ได้เรียนสถาปัตย์แต่เป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน เพื่อนของเพื่อนที่ว่าก็เป็นเพื่อนของคนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน) เราก็คุ้นหน้าเพื่อนของเพื่อนมาก ที่แท้เขาก็เคยเป็นเพื่อนของเพื่อนสนิทเรานั้นเองเคยเจอกันบ้างตอนที่ไปเที่ยวกับเพื่อนเราแต่ก็ไม่สนิท เราก็ได้เบอร์ติดต่อกับเพื่อนสนิทเรามา แล้วเราก็ติดต่อกับเพื่อนเก่าเราได้อีก และก็เป็นอีกครั้งที่แฟนเก่าเรากลับมาติดต่อกับเราอีกครั้ง อย่าพึ่งสงสัยว่าทำไมเราต้องพูดถึงแฟนเก่าคนนี้มากนัก บอกได้เลยว่าความทุกข์ทรมานก็มีสาเหตุมาจากแฟนเก่าของเราเหมือนกัน ต่อต่อ พอเราติดต่อกับแฟนเก่าได้ก็เท่ากับได้ติดต่อกับ "เขา"คนนั้นอีกเช่นกันแต่ตอนนั้นเราก็ยังมีแฟนอยู่เป็นคนเดิมที่เราคบมาสมัยปวช.(ไม่ขอกล่าวถึงบุคคลนั้นมากน่ะเพราะว่าจบกันไม่สวยฮ่าฮ่าฮ่า)
เรากับ"เขา"ก็ได้คุยกันบ้าง แต่ก็ไม่มากนักเพราะต่างคนต่างมีแฟน แต่ส่วนมากแฟนเก่าเราผูดขาดการคุยกับเรา แต่รู้มั้ยจริงๆแล้วเราแค่ต้องการฟังเสียงของ"เขา"ที่แซวเขามาในโทรศัพท์เท่านั้นเอง เราก็จะยิ้มมีความสุขกับเสียงที่ได้ยินเหมือนคนบ้าเลยว่าไหม คนบ้าอะไรที่ยอมคุยกับแฟนเก่าตั้งนานสองนานเพื่อที่จะได้ยินเสียงของเพื่อนเขาที่ดังแทรกเข้ามา ยิ่งนานยิ่งดีเพราะเขาจะแซวเขามาให้ได้ยินบ่อยครั้งมากขึ้น รู้สึกไหมว่ามันเหมือนความสัมพันธ์มันพันกันจนยุ่งเหยิง
ไม่นานจากนั้นข่าวร้ายก็มาเยือนเพื่อนเก่าต้องติดคุกเพราะคดีเก่าที่เขาทำไว้สมัยเรียนปวช.ด้วยความว่าที่เพื่อนเราตอนนั้นอายุยังไม่ถึงต้องรอลงอาญา เมื่อยังไม่หมดอายุความก็ไปก่อเรื่องขึ้นมาอีกจนได้ ทำให้คราวนี้ต้องติดคุกเพราะอายุถึงแล้ว คราวนี้ก็หายไปอีกหนึ่งทางที่เราจะได้ติดต่อกับเขา แต่ก็ยังดีที่มีแฟนเก่าเราอยู่ มันก็เหมือนกับฟ้าแกล้ง เพราะแฟนเก่าเราก็ทะเลาะกับ"เขา"คนนั้นของเราจนเลิกคบกัน หมดกันล่ะทีนี่แล้วใครล่ะที่จะเป็นคนที่ทำให้เราได้ยินเสียงเขา พอหมดเพื่อนเราก็ต้องเป็นคนที่ติดต่อกับเขาเอง บอกตรงๆทุกครั้งที่เราโทรไปหาเขา ในหูโทรศัพท์ที่ดัง ตุ๊ด..ตุ๊ด..เสียงใจของเราดังแรงยิ่งกว่า ตึกตัก ตึกตัก บางครั้งเราได้ยินมันดังรวมกัน ตรึก ตรึก อาจเป็นเพราะความเร็วของมันที่อาจจะเร็วกว่าแสง และเสียงก็ได้เลยทำให้เสียงมันดังออกมาเป็นแบบนั้น ถ้ามีใครเห็นเราในสภาพนั้นคงไม่มีใครคิดว่าเราโทรไปหาคนที่เราชอบหรอก ประมาณว่าอีเป็นไรมากหรือเปล่ากับอีกแค่การโทรไปหาคนที่เราชอบ ให้เราโดดหอสูงยังไม่กลัวเท่านี้เลย พอ"เขา"รับสาย "เราขับรถอยู่" จบกัน พระเจ้า เสียงที่ดังอยู่ตอนนั้นมันกลายเป็นเสียงตุ๊ด.........ที่ลากยาวเหมือนเสียงหัวใจที่หยุดเต้น เราทำอะไรไม่ถูกเลยอารมณ์ตอนนั้นเราบรรยายไม่ถูกเลยฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้า มันกลายเป็นสีเทาในทันทีทันใด ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่โทรไปหา"เขา"อีกเลย ก็ได้แต่คิดในใจว่า"ใช่สิก็เขามันหล่อเลือกได้นี่" เฮ้้อ! กลับมาสู่โลกความจริงอีกครั้ง กลับมาใช้ชีวิตกับปัจจุบันของเราเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่่ไม่มี "เขา"
จนมาถึงวันที่กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง มันเป็นเทศกาลสงกรานต์เรานัดเจอกันที่รีสอร์แห่งหนึ่ง ที่จังหวัดบ้านเกิดของพวกเรา ซึ่งเรากับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง (ขอเรียกเพื่อนคนนี้ว่า เธอ) เรากับเธอเปิดเป็นห้องพักสำหรับคืนนั้น เพราะว่าบ้านของพวกเราทั้งสองคนอยู่ต่างอำเภอไกลจากตัวเมืองมากเอาการอยู่ ตอนนั้นมีเราและเธอ กับเพื่อนสนิทของเราอีคนหนึ่งไปนั่งดื่ม กิน กันก่อนที่จะไปต่อกันในเมือง เพื่อนสนิทของเราคนนี้ก็เป็นผู้ชายอีกเช่นเคย เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเราตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เป็นธรรมดาที่เพื่อนผู้ชายจะต้องคอยบริการสาว เพื่อนเราคนนี้ก็ดีดูแลทุกอย่างให้กับเราจองที่พักไปไหน ไปรับ ไปส่ง กินอะไรเที่ยวที่ไหน มันเป็นคนดูแลทุกอย่าง ขออธิบายถึงรูปร่างหน้าต่างของแต่ละคนกันหน่อยเพื่อที่จะได้เห็นภาพและจินตนาการตามได้ถูก
วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554
มากไปหรือเปล่า ธีร์ ไชยเดช
มากไปหรือเปล่า
อาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวที่เธอพอใจ
ที่ฉันให้เธอเลิกรักเริ่มต้นใหม่ แต่ฉันคงไม่ใช่
ที่เธอเคยสนใจ ไม่ซำ้รอยแผลใจ..กันอีกที
แต่ไม่มีเพียงสักครั้งเดียวที่จะทำใจ ที่จะให้ฉันเลิกรักเริ่มต้นใหม่
ฉันคงไม่ใช่ แต่ฉันยังสนใจ
จะซำ้รอยแผลใจไปนานนาน....
อยากจะรอเธออย่างนี้ จะไม่มีใครสักคน
ปล่อยให้ใจมันสับสนและเดียวดาย
อยากจะรักอยู่อย่างนี้ จะไม่มีใครเคียงกาย
จะรอจนสุดท้ายของหายใจ
มากไปหรือเปล่า เศร้าไปหรือไร ท่ีจะมัดตัวมัดใจไปจนตาย
อยากจะรอเธออย่างนี้ จะไม่มีใครสักคน
ปล่อยให้ใจมันสับสนและเดียวดาย
อยากจะรักอยู่อย่างนี้ จะไม่มีใครเคียงกาย
จะรอจนสุดท้ายของหายใจ
มากไปหรือเปล่า เศร้าไปหรือไร ที่จะมัดตัวมัดใจไปจนตาย
มากไปหรือเปล่า เศร้าไปหรือไร ที่จะมัดตัวมัดใจไปจนตาย
อาจจะมีเพียงแค่ครั้งเดียวที่เธอพอใจ
ที่ฉันให้เธอเลิกรักเริ่มต้นใหม่ แต่ฉันคงไม่ใช่
ที่เธอเคยสนใจ ไม่ซำ้รอยแผลใจ..กันอีกที
แต่ไม่มีเพียงสักครั้งเดียวที่จะทำใจ ที่จะให้ฉันเลิกรักเริ่มต้นใหม่
ฉันคงไม่ใช่ แต่ฉันยังสนใจ
จะซำ้รอยแผลใจไปนานนาน....
อยากจะรอเธออย่างนี้ จะไม่มีใครสักคน
ปล่อยให้ใจมันสับสนและเดียวดาย
อยากจะรักอยู่อย่างนี้ จะไม่มีใครเคียงกาย
จะรอจนสุดท้ายของหายใจ
มากไปหรือเปล่า เศร้าไปหรือไร ท่ีจะมัดตัวมัดใจไปจนตาย
อยากจะรอเธออย่างนี้ จะไม่มีใครสักคน
ปล่อยให้ใจมันสับสนและเดียวดาย
อยากจะรักอยู่อย่างนี้ จะไม่มีใครเคียงกาย
จะรอจนสุดท้ายของหายใจ
มากไปหรือเปล่า เศร้าไปหรือไร ที่จะมัดตัวมัดใจไปจนตาย
มากไปหรือเปล่า เศร้าไปหรือไร ที่จะมัดตัวมัดใจไปจนตาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)