คิดถึง คำๆนี้มีแฝงด้วยความสุขและทุกข์ มันอยู่ที่คนๆนั้นอยู่ในสถานการณ์ไหน
เหมือนตอนนี้ที่ฉันกำลังคิดถึงใครคนหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก ก่อนนอนก็คิดถึงแต่ "เขา" ตื่นขึ้นมาก็คิดถึงแต่ "เขา"เรียกว่าทุกลมหายใจใช่ไหมแบบนี้ คิดถึงจนแทบบ้า นั่ง นอน เดิน กินข้าว เข้าห้องนำ้ ก็คิดถึง "เขา"ดีน่ะในฝันไม่มีเขาเพราะหลับสนิททุกคืน แต่ถ้าสดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกก็จะคิดถึง "เขา" เป็นอันดับแรก เป็นแบบนี้มา 2 ปีกว่าๆแล้ว ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกในรอบสิบปีก็ว่าได้ ตอนที่กำลังเขียนบันทึกนี้อยู่เชื่อไหมว่าหัวใจมีกระตุก หวิวๆ ใจสั่น นี้ขนาดแค่คิดย้อนกลับไปแค่นั้นน่ะยังขนาดนี้ ที่เขียนถึง "เขา" ได้เพราะตอนนี้หัวใจดีขึ้นในระดับหนึ่งแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมามีทั้งความสุขอาจจะแค่ไม่กี่เดือนที่เจอกันนอกนั้นคือเวลาที่ทุกข์ทรมาน
เรา(ขอแทนตัวเองว่าเรานะ) เราในตอนนั้นตื่นเต้นมากที่จะได้เจอ "เขา"
โดยก่อนหน้านั้นที่สามารถติดต่อกันกับ"เขา"ได้เพราะแฟนเก่าของเราโทรมาหาเรา ซึ่งก็เป็นประจำทุกปีที่วันเกิดเราแฟนเก่าจะโทรมาอวยพรวันเกิดเรา แล้วก็คุยกันไปเรื่อยสัพเพเหระ แล้วก็คุยถึงเพื่อนเก่าคนหนึ่งที่ติดคุกไปว่าตอนนี้เขาออกจากคุกมาแล้ว เพื่อนเก่าของเราที่ติดคุกไปน้ั้นเป็นเพื่อนที่สนิทมากสมัยที่เราเรียนอยู่มอต้น สนิทมากกว่าแฟนเก่าเราอีก ทั้งที่เรารู้จักกับเพื่อนสนิทคนนี้ก็เพราะแฟนเก่าอาจเป็นเพราะตอนนั้นเพื่อนเก่าเราคนนี้เป็นคนที่อัธยาศัยดีคุยสนุกแล้วก็ตามใจเรามากแต่ก็เป็นไปในทางที่เป็นเพื่อนกัน ตอนนั้นเราเริ่มเกเรียนมากขึ้นตั้งแต่คบกับเแฟนคนนี้ โดดเรียนบ่อยขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในภาวะที่เราควบคุมได้ เราน่ะไม่เป็นไรแต่แฟนเก่าเราน่ะสิเขาโดนรีไทร์ออก แต่ตอนนั้นก็เลิกกับเขาไปแล้วล่ะ สมัยที่เราเรียนมีอาจารย์แนะแนวที่หัวสมัยใหม่มากท่านแนะว่าเกิดเป็นผู้หญิงเราต้องเลือกได้ คนไหนไม่ดีเราก็เลิก ตอนนั้นเราปฎิบัติตามคำสอนของอาจารย์ท่านอย่างเคร่งครัดแบบว่าสวยเลือกได้ด้วยตอนนั้น และแล้วเราก็จบมอต้นแล้วไปเข้าเรียนที่สถาบันเดียวกับเพื่อนสนิทเรา อ้อลืมบอกเพื่อนสนิทเราอายุมากกว่าเราสองปีพอเราเข้าไปเรียนเขาก็อยู่ปีสาม ส่วนเราเรียนปีหนึ่งที่เราเรียนเป็นวิทยาลัยช่างจึงต้องเรียกว่าปี เราปวชปีหนึ่ง สถาปัตยกรรม เพื่อนเราเรียนช่างกล ก็ยังได้เจอกันบ้างในวิทยาลัย เวลาก็ได้ผ่านไปจนเพื่อนเราคนนี้จบการศึกษาไป
แล้วโลกของเราก็เปลี่ยนไปอีกครั้งที่เรามีแฟน ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่มีแฟนแต่ก็มีอีกจนได้ เพื่อนสนิทเราก็ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา เจอกันบ้างที่ขี่รถสวนกัน เจอกันตามเทศกาล แล้วก็ห่างกันไกลขึ้นอีกเมื่อเราเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ ตอนนั้นเรากลับเพื่อนก็ขาดการติดต่อกันไปเลย จนประมาณเราเรียนอยู่ มหาลัยปีสองก็มีเพื่อนของเพื่อนย้ายเข้ามาอยู่บ้านของเพื่อนเรา วันนั้นเราก็นัดกันไปนอนที่บ้านเพื่อนที่พวกมันร่วมกันเช่าอยู่(พวกเพื่อนเราที่ว่าเป็นผู้ชายทั้งหมดเพราะเราเรียนสถาปัตย์แล้วก็เข้ามาเรียนในกรุงเทพกันประมาณห้าหกคนไม่รวมเราที่เป็นผู้หญิง มีสี่คนที่เช่าบ้านอยู่รวมกันกับเพื่อนที่ไม่ได้เรียนสถาปัตย์แต่เป็นเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน เพื่อนของเพื่อนที่ว่าก็เป็นเพื่อนของคนที่มาจากจังหวัดเดียวกัน) เราก็คุ้นหน้าเพื่อนของเพื่อนมาก ที่แท้เขาก็เคยเป็นเพื่อนของเพื่อนสนิทเรานั้นเองเคยเจอกันบ้างตอนที่ไปเที่ยวกับเพื่อนเราแต่ก็ไม่สนิท เราก็ได้เบอร์ติดต่อกับเพื่อนสนิทเรามา แล้วเราก็ติดต่อกับเพื่อนเก่าเราได้อีก และก็เป็นอีกครั้งที่แฟนเก่าเรากลับมาติดต่อกับเราอีกครั้ง อย่าพึ่งสงสัยว่าทำไมเราต้องพูดถึงแฟนเก่าคนนี้มากนัก บอกได้เลยว่าความทุกข์ทรมานก็มีสาเหตุมาจากแฟนเก่าของเราเหมือนกัน ต่อต่อ พอเราติดต่อกับแฟนเก่าได้ก็เท่ากับได้ติดต่อกับ "เขา"คนนั้นอีกเช่นกันแต่ตอนนั้นเราก็ยังมีแฟนอยู่เป็นคนเดิมที่เราคบมาสมัยปวช.(ไม่ขอกล่าวถึงบุคคลนั้นมากน่ะเพราะว่าจบกันไม่สวยฮ่าฮ่าฮ่า)
เรากับ"เขา"ก็ได้คุยกันบ้าง แต่ก็ไม่มากนักเพราะต่างคนต่างมีแฟน แต่ส่วนมากแฟนเก่าเราผูดขาดการคุยกับเรา แต่รู้มั้ยจริงๆแล้วเราแค่ต้องการฟังเสียงของ"เขา"ที่แซวเขามาในโทรศัพท์เท่านั้นเอง เราก็จะยิ้มมีความสุขกับเสียงที่ได้ยินเหมือนคนบ้าเลยว่าไหม คนบ้าอะไรที่ยอมคุยกับแฟนเก่าตั้งนานสองนานเพื่อที่จะได้ยินเสียงของเพื่อนเขาที่ดังแทรกเข้ามา ยิ่งนานยิ่งดีเพราะเขาจะแซวเขามาให้ได้ยินบ่อยครั้งมากขึ้น รู้สึกไหมว่ามันเหมือนความสัมพันธ์มันพันกันจนยุ่งเหยิง
ไม่นานจากนั้นข่าวร้ายก็มาเยือนเพื่อนเก่าต้องติดคุกเพราะคดีเก่าที่เขาทำไว้สมัยเรียนปวช.ด้วยความว่าที่เพื่อนเราตอนนั้นอายุยังไม่ถึงต้องรอลงอาญา เมื่อยังไม่หมดอายุความก็ไปก่อเรื่องขึ้นมาอีกจนได้ ทำให้คราวนี้ต้องติดคุกเพราะอายุถึงแล้ว คราวนี้ก็หายไปอีกหนึ่งทางที่เราจะได้ติดต่อกับเขา แต่ก็ยังดีที่มีแฟนเก่าเราอยู่ มันก็เหมือนกับฟ้าแกล้ง เพราะแฟนเก่าเราก็ทะเลาะกับ"เขา"คนนั้นของเราจนเลิกคบกัน หมดกันล่ะทีนี่แล้วใครล่ะที่จะเป็นคนที่ทำให้เราได้ยินเสียงเขา พอหมดเพื่อนเราก็ต้องเป็นคนที่ติดต่อกับเขาเอง บอกตรงๆทุกครั้งที่เราโทรไปหาเขา ในหูโทรศัพท์ที่ดัง ตุ๊ด..ตุ๊ด..เสียงใจของเราดังแรงยิ่งกว่า ตึกตัก ตึกตัก บางครั้งเราได้ยินมันดังรวมกัน ตรึก ตรึก อาจเป็นเพราะความเร็วของมันที่อาจจะเร็วกว่าแสง และเสียงก็ได้เลยทำให้เสียงมันดังออกมาเป็นแบบนั้น ถ้ามีใครเห็นเราในสภาพนั้นคงไม่มีใครคิดว่าเราโทรไปหาคนที่เราชอบหรอก ประมาณว่าอีเป็นไรมากหรือเปล่ากับอีกแค่การโทรไปหาคนที่เราชอบ ให้เราโดดหอสูงยังไม่กลัวเท่านี้เลย พอ"เขา"รับสาย "เราขับรถอยู่" จบกัน พระเจ้า เสียงที่ดังอยู่ตอนนั้นมันกลายเป็นเสียงตุ๊ด.........ที่ลากยาวเหมือนเสียงหัวใจที่หยุดเต้น เราทำอะไรไม่ถูกเลยอารมณ์ตอนนั้นเราบรรยายไม่ถูกเลยฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้า มันกลายเป็นสีเทาในทันทีทันใด ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่โทรไปหา"เขา"อีกเลย ก็ได้แต่คิดในใจว่า"ใช่สิก็เขามันหล่อเลือกได้นี่" เฮ้้อ! กลับมาสู่โลกความจริงอีกครั้ง กลับมาใช้ชีวิตกับปัจจุบันของเราเหมือนเดิม เหมือนกับตอนที่่ไม่มี "เขา"
จนมาถึงวันที่กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง มันเป็นเทศกาลสงกรานต์เรานัดเจอกันที่รีสอร์แห่งหนึ่ง ที่จังหวัดบ้านเกิดของพวกเรา ซึ่งเรากับเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง (ขอเรียกเพื่อนคนนี้ว่า เธอ) เรากับเธอเปิดเป็นห้องพักสำหรับคืนนั้น เพราะว่าบ้านของพวกเราทั้งสองคนอยู่ต่างอำเภอไกลจากตัวเมืองมากเอาการอยู่ ตอนนั้นมีเราและเธอ กับเพื่อนสนิทของเราอีคนหนึ่งไปนั่งดื่ม กิน กันก่อนที่จะไปต่อกันในเมือง เพื่อนสนิทของเราคนนี้ก็เป็นผู้ชายอีกเช่นเคย เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับเราตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ เป็นธรรมดาที่เพื่อนผู้ชายจะต้องคอยบริการสาว เพื่อนเราคนนี้ก็ดีดูแลทุกอย่างให้กับเราจองที่พักไปไหน ไปรับ ไปส่ง กินอะไรเที่ยวที่ไหน มันเป็นคนดูแลทุกอย่าง ขออธิบายถึงรูปร่างหน้าต่างของแต่ละคนกันหน่อยเพื่อที่จะได้เห็นภาพและจินตนาการตามได้ถูก